|
ตามปกติเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ผลิตขึ้นมาจากวัสดุที่เป็นเหล็ก
มีกลไกซับซ้อนมากมายหลายชิ้น แต่ละชิ้นก็จะทำหน้าที่ถ่ายแรงไปมาอย่างสัมพันธ์ดัน
จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการเสียดสีระหว่างวัตถุได้ ความร้อนและการสึกหรอจึงเกิดขึ้นตามมา
น้ำมันหล่อลื่นจึงเป็นที่จำเป็นต่อเครื่องยนต์ เพราะนอกจากจะช่วยในการยืดอายุเครื่องยนต์แล้ว
ยังมีหน้าที่ปกป้องความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะน้ำมันจะทำหน้าที่เป็นฟิลม์ตัวเคลือบชิ้นส่วนของเครื่องยนต์
ช่วยลดการเสียดสี อันเป็นผลทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบสม่ำเสมออีกด้วย
และยังทำหน้าที่ระบายความร้อน โดยระบายความร้อนอันเกิดจากกการเผาไหม้ภายในกระบอกสูบ
ให้แก่ลูกสูบและกระบอกสูบ แล้วไหลลงสู่อ่างน้ำมันเครื่อง นอกจากนั้นยังทำหน้าป้องกันการรั่ว
โดยเกาะติดกับแหวนลูกสูบ ป้องกันการรั่วของกำลังอัดและแก๊สระหว่างลูกสูบกับผนังกระบอกสูบ
มิรั่วไหลผ่านแหวนลงไป อีกทั้งยังทำหน้าที่รับแรงกระแทก โดยลดแรงกระแทกที่เกิดขึ้น
ระหว่างเพลากับแบริ่งหรือชิ้นงานอื่น พร้อมทั้งยังหน้าที่ป้องกันการเกิดสนิท
โดยฉาบอยู่หน้าผิวโลหะ มิให้สัมผัสกับอากาศ น้ำและแก๊สโดยตรงเป็นการช่วยมิให้เกิดสนิทได้โดยง่าย
และยังทำหน้าที่ทำความสะอาด โดยขณะหมุนเวียนหล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ
นั้นได้ชะล้างเขม่าที่เกิดขึ้นบริเวณห้องเผาไม้อีกด้วย
สำหรับจักรยานยนต์ ระบบหล่อลื่นแบ่งออกเป็น 2ชนิดคือ เครื่องยนต์ 2จังหวะและเครื่องยนต์
4จังหวะ ในเรื่องของเครื่องยนต์ 2 จังหวะก่อน เครื่องยนต์ 2 จังหวะ
จะมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหลและกลไกต่าง ๆ น้อยกว่าเครื่องยนต์ 4จังหวะ
และบางชิ้นก็จะร่วมกัน แช่นห้องเผาไหม้และห้องแคร้งค์ร่วมกัน แต่ห้องเกียร์จะแยกออกต่างหาก
ดังนั้นเครื่องยนต์ (เพลาข้อเหวี่ยง กระบอกสูบ และลูกสูบ) และระบบส่งกำลัง
(คลัตช์และเฟืองเกียร์) จึงมีระบบหล่อลื่นแยกออกจากกันเพราะฉะนั้นการหล่อลื่นของเครื่องยนต์
2 จังหวะจึง ไม่สามารถแยกการหมุนเวียนของน้ำมันเครื่องออกจากน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเด็ดขาดเหมือนกับเครื่องยนต์
4 จังหวะได้ เนื่องจากส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ไอดี) ที่เข้ามาในเครื่องยนต์
ต้องผ่านห้องแคร้งค์แล้ง จึงจะเข้าบรรจุในกระบอกสูบ ดังนั้นน้ำมันเครื่องจึงต้องผสมกับน้ำมันเครื่องก่อน
จากนั้นจึงเข้าไปหล่อลื่นห้องแคร้งค์ (เพลาข้อเหวี่ยง ก้านสูบ และแบริ่ง)
และห้องเผาไหม้ (กระบอกสูบ ลูกสูบและแหวนลูกสูบ) น้ำมันเครื่องจะทำหน้าที่หล่อลื่นและเผาไหม้ไปพร้อมกับน้ำมันเชื้อเพลิง
จากนั้นจะถูกขับออกไปจากกระบอกสูบ เป็นเสียต่อไป
วิธีการหล่อลื่นของเครื่องยนต์
2 จังหวะ มี 2 ระบบคือ
1. ผสมน้ำมันเครื่องหรือหัวเชื้อเข้ากับน้ำมันเชื้อเพลิง
2. น้ำมันเครื่องกับน้ำมันเชื้อเพลิงแยกออกจากกัน
ระบบผสม
(Premixed Systems)
การผสมน้ำมันเครื่องเข้ากันน้ำมันเชื้อเบนซิน ต้องเป็นไปตามอัตราส่วนที่กำหนดโดยน้ำมันเบนซินต้องเป็นไปตามอัตราส่วนที่กำหนดโดยเฉพาะ
(Specific ratio) แล้วเติมลงในถังน้ำมันเชื้อเพลิง
ส่วนผสมน้ำมันเครื่องกับน้ำมันเบนซินพร้อมอากาศ จะถูกดูดผ่านคาร์บูเรเตอร์เข้าไปยังห้องแคร้งค์และกระบอกสูบ
น้ำมันเครื่องจึงเข้าไปหล่อลื่นทั้งในห้องแคร้งค์และกระบอกสูบ (เพลาข้อเหวี่ยง
ก้านสูบและแบริ่ง รวมทั้งกระบอกสูบ ลูกสูบและแหวนลูกสูบ) หลังจากให้การหล่อลื่นส่วนต่าง
ๆ ของเครื่องยนต์แล้วน้ำมันเครื่องที่ผสมกับน้ำมันเบนซินก็จะถูกเผาไปกับน้ำมันเชื้อเพลิง
แล้วถูกขับออกไปจากห้องเผาไหม้
อัตราส่วนผสมน้ำมันเบนซินกับน้ำมันเครื่อง จะต้องให้การหล่อลื่นอย่างเพียงพอที่การทำงานที่เร็วสูงสุด
อัตราส่วนผสมดังกล่าวคือ 20:1 ที่ระดับน้ำทะเลและที่อุณหภูมิ 20C (68F)
นั้นก็คืออัตราส่วนผสมโดยปริมาตร น้ำมันเบนซิน 20 ลิตร ต่อน้ำมันเครื่อง
1ลิตร (20:1 Feul/Oil Ratio)
อัตราควรระวังถ้าใช้อัตราส่วนผสมแตกต่างไปจาก 20:1 จะเป็นผลโดยตรงต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์
เพราะนมหนูต่าง ๆ ของคาร์บูเรเตอร์เป็นนมหนูมาตรฐาน (Standard jetting)
ออกแบบมาสำหรับอัตราส่วนผสม 20:1 นอกจากนั้นอานเป็นเหตุให้อายุการใช้งานของเครื่องยนต์สั้นลงเนื่องจากการหล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง
ๆ ไม่เพียงพอทำให้เกิดการสึกหรอเร็วกว่าปกติหรืออาจชำรุดเสียหายได้
การใช้อัตราส่วนผสม เพื่อให้การหล่อลื่นอย่างเพียงพอ ที่ความเร็วสูงสุดดังกล่าวแล้ว
(เช่น 20:1) ทำให้ที่ความเร็วต่ำและปานกลาง น้ำมันเครื่องมากเกินไป
เป็นผลให้เกิดข้อเสียต่างเช่นควันไอเสียมาก การเผาไหม้ไม่หมด เหลือกากเขม่า
สิ้นเปลืองน้ำมันเครื่องมาก
ปัจจุบันจักรยานยนต์ทั่วไปเลิกใช้ระบบนี้แล้ว แต่จักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขัน
ซึ่งใช้ความเร็วสูงและรอบจัด ๆ อยู่ตลอดเวลา ยังคงใช้ระบบนี้อยู่ และมีความจำเป็นต้องเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูง
ใช้ส่วนผสมหัวน้ำมันเครื่องน้อยซึ่งปัจจุบันมียี่ห้อ VELOIL POWER
TREX ซึ่งมีอัตราส่วนผสมระหว่างน้ำมันเครื่องและน้ำมันเชื้อเพลิง 45-60
:1 จึงมีข้อดีตรงที่ให้ค่าออกเทนสูง สูบไม่ติด เครื่องยนต์จึงมีพลังจุดระเบิดมากกว่า
|