|
ผู้ใช้รถส่วนใหญ่
กว่าครึ่งมักมีค่านิยมในการใช้เบรคอย่างผิดๆ ว่า ต้องใช้เบรคหลัง ไว้ก่อน
ไม่ว่าฟ้าดินจะเป็นยังไง ก็เบรคหลังลูกเดียว ซึ่งนับว่าเป็นความเชื่อที่ผิดๆ
และสิ่งที่มักจะตามมาหลังจากเบรค(บางทีก็ทำก่อน) ก็คือ บีบคลัทช์ทันที
โดยไม่ปล่อย จนกว่าจะเบรคเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วการกระทำแบบนี้
เท่ากับว่าเป็นการใช้เบรคที่มีอยู่ไม่เต็มที่ โดยเบรคในจักรยานต์ยนต์จะมีอยู่
3 ประเภทด้วยกัน คือ
1. เบรคหน้า
2. เบรคหลัง
3. เบรคด้วยเครื่องยนต์(Engine Brake)
โดยในเบรคแต่ละประเภทนั้น ต่างก็มีความสำคัญเหมือนกัน
จึงควรใช้ทั้ง 3 แบบ
ร่วมกัน จึงจะได้ประสิทธิภาพในการเบรคสูงสุด
โดยปกติแล้ว เมื่อรถวิ่งไปและเกิดการเบรคขึ้น น้ำหนักตัวรถทั้งหมด
จะถูกถ่ายเทมายังล้อหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดแรงเสียดทานอย่างมหาศาลกับยางล้อหน้า
แต่จะตรงข้ามกับล้อหลัง เมื่อเบรคแล้วน้ำหนักรถที่ถ่ายเทไปยังล้อหน้า
จะทำให้น้ำหนักที่กดล้อหลังน้อยลง เช่น สมมุติ เมื่อไม่ได้มีการเบรค
น้ำหนักรถทั้งหมดจะถ่ายเทไปยังล้อหน้าและล้อหลัง เท่าๆกัน คือ 50/50
แต่ในเมื่อเรา(หรือเขา,หรือคุณ,หรือ ฯพณฯท่าน,
ฯลฯ)ทำการเบรค ไม่ว่าจะเบรคหน้าหรือเบรคหลังก็ตาม
น้ำหนักรถจะถ่ายเทไปยังล้อหน้าเสมอ โดยสัดส่วนน้ำหนักที่ตกไปยังล้อทั้งสองอาจจะกลายเป็น
70/30 ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในเมื่อล้อหลัง มีน้ำหนักที่มากดน้อยลงกว่าเดิมแล้ว
จะทำให้แรงเสียดทานของยางล้อหลัง ในการเกาะพื้นผิวถนนจะลดลง ทำให้โอกาศเกิดอาการล้อล็อคตาย
เป็นไปได้สูง ยิ่งเบรคหลังมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ล้อหลังล็อคตายได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
ทำให้โอกาศพลิกคว่ำ ไปหาท่านยมฯก่อนวัยอันควรมีสูง เราจึงควรเน้นหนักไปที่เบรคหน้า
มากเป็นพิเศษ เพื่อที่จะได้ระยะเบรคที่สั้นที่สุด เท่าที่จะทำได้ ดังนั้นมาควรฝึกเบรคให้ถูกต้องกัน
ไปกันเลย !
ขั้นแรก เมื่อคุณจะเริ่มเบรค ก็ควรจะเริ่มด้วยการ บีบเบรคหน้า โดยจะบีบกี่นิ้ว
ก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละกัน แต่ควรให้สามารถควบคุมคันเร่งได้ด้วย
จากนั้นก็เหยียบ(หรือบีบ) เบรคหลัง ในอัตราส่วนเบรคหน้า/ เบรคหลัง
70/30 ซึ่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอัตราส่วนนี้ตายตัวเสมอไปก็ได้ อาจจะเป็น
60/40 หรือ 80/20 ก็ได้แล้วแต่สภาพถนน ว่าเอื้ออำนวยแค่ไหน หรือเวลาที่ฝนตก
ถนนลื่น อาจจะเหลือแค่ 50/50 ก็ได้ครับ เพื่อป้องกันล้อหน้าลื่นไถล
จากนั้น สิ่งที่สำคัญต่อมาคือ ห้าม บีบคลัทช์ โดนเราจะบีบคลัทช์ก็ต่อเมื่อ
รอบเครื่องตกลงมากจนไม่สัมพันธ์กับเกียร์ที่ใช้ในขณะนั้น โดยบีบคลัทช์
เชนจ์เกียร์ลง(อาจจะทีละ 1 หรือ 2 เกียร์ ก็แล้วแต่สถานการณ์) จากนั้นปล่อยคลัทช์ออกโดยเร็ว
เราจะเห็นได้ว่า รถมีอาการความเร็วตกวูบไปนิดนึง นี่แหละครับ ที่เขาเรียกว่า
การใช้เอนจิ้นเบรค โดยทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหยุดเบรค หรือว่าได้ความเร็วที่ต้องการ
โดยเอนจิ้นเบรคนั้น ในรถ 4 จังหวะ จะมีมากจนรู้สึกได้ แต่รถ 2 จังหวะ
จะน้อยมาก จนบางท่านอาจจะจับความรู้สึกไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าลองทำบ่อยๆ
ก็จะจับความรู้สึกได้
จากที่ผมพล่ามมาทั้งหมด เป็นการเบรคอย่างถูกวิธี โดยที่จะให้ประสิทธิภาพในการเบรคสูงสุด
กว่าการใช้เบรคอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่เชื่อ ลองพิสูจน์ดูซิครับ !!!
|