เรื่องของหัวเทียนนั้นถ้ามองอย่างผิวเผินก็เหมือนการหยิบขนาดความยาวเกลียวถูกต้องก็สามารถใช้งานได้ปกติ
แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีแค่นั้น มีรถหลายๆคันวิ่งไม่ออก หลายคันเครื่องร้อนผิดปกติ
หลายๆคันลูกสูบทะลุ ส่วนใหญ่จะเกิดกับรถที่มี เครื่องยนต์รอบจัด หรือรถที่ใช้ความเร็วสูงเป็นระยะเวลานานๆ
และที่สำคัญเครื่องยนต์ที่ได้รับการโมดิฟายจำเป็นต้องเลือกหัวเทียนให้ถูกต้องในการขับขี่
หากเป็นรถใช้งานธรรมดาก็ไม่ค่อยจะมีผลสักเท่าใดนัก
หัวเทียน จะจุดประกายไฟได้ก็ต่อเมื่อได้รับกระแสไฟแรงเคลื่อนสูงจากคอลย์กระโดดจากเขี้ยวกลาง
แล้วไปครบวงจรที่เขี้ยวข้างเพื่อจุดระเบิดให้ ไอดี ในการจุดระเบิดให้ไอดีนั้นอุณหภูมิจะรอนประมาณ
2,500 องศาเซลเซียส และมีแรงดันประมาณ 50 กก./ตร.ซม. ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของหัวเทียน
ที่ต้องรับภาระหนักเลยทีเดียว
หัวเทียนสามารถแบ่งออกได้
3 แบบ คือ
1. หัวเทียนร้อน
2. หัวเทียนปานกลาง
3. หัวเทียนเย็น
ก่อนจะทราบว่าหัวเทียนแต่ละแบบนั้นใช้กับรถประเภทใดนั้นเรามารู้จักองค์ประกอบของหัวเทียนกันก่อน
ในหัวเทียนนั้นจะประกอบด้วย
- ขั้วหัวเทียน ( Terminal )
- ฉนวน ( Insulator )
- เปลือก ( Shell )
- แหวนหรือปะเก็นกันรั่ว ( Sealing Gasket )
- เขี้ยวกลาง ( Center Electrode )
- เขี้ยวด้านข้าง ( Ground Electrode )
หัวเทียนร้อน
หัวเทียนแบบนี้เป็นหัวเทียนที่มีกระเบื้องเคลือบหุ้มปลายโลหะยาวหรืออยู่ลึก
ค่าความร้อนที่สะสมไว้ภายในขณะเครื่องยนต์ทำงานสูง เพราะพื้นที่รับความร้อนมีมาก
การถ่ายเทความร้อนไปฝาสูบใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นหัวเทียนแบบนี้จึงเหมาะกับเครื่องยนต์ที่มีรอบต่ำ
หรือ เครื่องยนต์ที่ทำงานเบาใช้ระยะเวลาไม่มากนัก
หัวเทียนปานกลาง
หัวเทียนแบบนี้เป็นหัวเทียนที่มีกระเบื้องเคลือบโลหะปานกลางไม่ตื้นหรือลึกเกินไป
ค่าความร้อนที่สะสมไว้ภายในขณะเครื่องยนต์ทำงานไม่ต่ำหรือสูง เพราะพื้นที่รับความร้อนมีไม่มากและการถ่ายเทความร้อนไปยังฝาสูบก็ใช้ระยะเวลาไม่สั้นไม่ยาวนัก
หัวเทียนประเภทนี้เหมาะกับเครื่องยนต์ที่ใช้งาน ทั่วไปที่มีความเร็วรอบไม่ต่ำและไม่สูงเกินไป
หัวเทียนเย็น
หัวเทียนแบบนี้เป็นหัวเทียนที่มีกระเบื้องเคลือบหุ้มปลายโลหะสั้น หรือมองเห็นกระเบื้องเคลือบอยู่ตื้น
จะมีค่าความร้อนที่สะสมไว้ภายในขณะทำงานที่ต่ำ เพราะพื้นที่รับความร้อนน้อยและการถ่ายเทความร้อนไปยังฝาสูบใช้เวลาสั้น
ดังนั้นหัวเทียนแบบนี้จึงเหมาะกับเครื่องยนต์รอบจัด หรือใช้ความเร็วสูง
หรือใช้ความเร็วสูงเป็นระยะเวลานานๆ
การดูรหัสตัวอักษรพิมพ์บนหัวเทียน
นอกจากการดูจากตัวหัวเทียนแล้วเรายังสามารถดูได้จากเบอร์ของหัวเทียนได้ดังตัวอย่าง
NGK B7ES หรือ NGK B8ES
NGK - คือยี่ห้อของหัวเทียน
อักษร B ตัวแรกหมายถึง ขนาดความโตของเกลียวหัวเทียน
เลขต่อท้ายตัวอักษร B หมายถึงหัวเทียนร้อนหรือเย็น เลขยิ่งน้อยหัวเทียนก็ร้อน
เลขมากก็หัวเทียนเย็น ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันจะอยู่ประมาณ 7-8-9 ซึ่งเป็นหัวเทียนปานกลาง
อักษร H หรือ E ตามหลังตัวเลขหมายถึงความยาวของเกลียว H เท่ากับ 12.7
มม. อักษร E เท่ากับ 19.0 มม.
อักษร S หมายถึงแบบหรือชนิดของหัวเทียนพิเศษ รวมไปถึงวัสดุที่ใช้ทำเขี้ยวกลางและฉนวนที่ต่างกันไป
นอกจากนี้หัวเทียนบางรุ่นยังมีเลขปิดท้ายอีกทีซึ่งหมายถึงระยะห่างของขั้วหัวเทียน
|