เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเป็นส่วนที่ทำให้รถจักรยานยนต์สามารถวิ่งไปได้
ระบบเบรกก็เป็นส่วนที่ทำให้ความเร็วของรถนั้นลดน้อยลงจนกระทั่งหยุดรถได้ตามที่ต้องการดังนั้นความปลอดภัยของการขับขี่จึงขึ้นอยู่กับระบบเบรกเป็นสำคัญ
เบรกของรถจักรยายยนต์นั้นแบ่งได้ออกเป็น
2 แบบคือ
1. แบบดรัมเบรก (DRUM BREAK)
2. แบบดิสก์เบรก (DISK BREAK)
เบรกรถจักรยานยนต์อาจทำงานด้วยกลไก
โดยใช้สายเบรกเป็นตัวส่งจ่ายกำลังหรือด้วยน้ำมัน โดยใช้แรงดันน้ำมันเป็นตัวส่งถ่ายกำลังก็ได้
แต่โดยทั่วไปแล้ว ดรัมเบรกจะทำงานด้วยกลไก ดิสก์เบรกจะทำงานด้วยน้ำมัน
ดรัมเบรก
เบรกแบบนี้ ฝักเบรกพร้อมผ้าเบรก ปลายด้านหนึ่งสวมอยู่กับสลัก ปลายอีกด้านหนึ่งจะติดอยู่กับเพลาลูกเบี้ยว
เมื่อดึงสายเบรกลูกเบี้ยวจะบิดตัวทำให้ฝักเบรกถ่างตัวออก ผ้าเบรกจึงแนบสนิทกับดรัมซึ่งจะหมุนไปพร้อมกับดุมล้อ
ความเร็วล้อลดลงเนื่องจากความฝืด และฝักเบรกจะกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมเนื่องจากการดึงกลับของสปริง
เนื่องจากแต่ละดรัมจะมีฝักเบรกอยู่สองตัว
การทำงานของฝักเบรกแต่ละตัวจึงอาจจะมีบางตัวทำงานก่อน บางตัวทำงานทีหลัง
หรืออาจจะทำงานพร้อมกันทั้งสองตัว ฝักเบรกตัวที่ทำงานก่อนจะเรียกว่าฝักเบรกตาม
ดังนั้นจึงแบ่งลักษณะการทำงานของฝักเบรกได้เป็นสองลักษณะ
1. แบบนำและตามหรือนำตัวเดียว
2. แบบนำทั้งคู่
แบบนำและตามแบบนี้จะมีลูกเบี้ยวเพียงตัวเดียว
ฝักเบรกตัวที่ทำงานก่อนจะให้แรงเบรกมากกว่าคือฝักเบรกนำส่วนอีกตัวหนึ่งก็คือฝักเบรกตาม
การทำงาน
หลักการทำงานของฝักเบรก เมื่อสายเบรกถูกดึง ลูกเบี้ยวจะบิดตัวตามทิศทางการหมุนของดรัมฝักเบรกนำซึ่งทำงานตามทิศทางการหมุนของดรัมจะทำงานก่อน
ผ้าเบรกจะถูกดันให้สัมผัสแนบสนิทภายในดรัม แรงในการเบรกจึงมากขึ้นเนื่องจากการเสริมแรง
สำหรับฝักเบรกตามที่ทำงานทีหลัง จะให้แรงในการเบรกน้อยกว่า เนื่องจากการทำงานในทิศทางตรงกันข้ามกับการหมุนของดรัม
ทำให้เกิดการหักล้างของแรงอย่างไรก็ตามในกรณีที่รถจักรยานยนต์ขึ้นที่ลาดชันและเกิดการเบรกขึ้น
ล้อซึ่งเคลื่อนที่ไปข้างหน้าพยายามที่จะเคลื่อนที่ย้อนทางหมุนด้วยจึงย้อนทางหมุนด้วย
ฝักเบรกก็จะเปลี่ยนเป็นการทำงานในลักษณะฝักเบรกนำ ทำให้ประสิทธิภาพในการเบรกที่ลาดชันสูงขึ้นดังนั้นการทำงานของฝักเบรกแบบนำและตาม
จึงถูกเลือกใช้เป็นเบรกสำหรับล้อหลัง นอกจากนั้นยังมีโครงสร้างง่ายๆและสะดวกในการให้บริการแบบนำทั้งคู่
แบบนี้จะมีลูกเบี้ยว 2 ตัวทำหน้าที่ดันให้ฝักเบรกทำงานพร้อมกันภายในดรัม
ฝักเบรกจึงทำงานในลักษณะฝักเบรกนำทั้งคู่ดังนั้นแบบนี้แรงในการเบรกจะสูงประมาณ1.5เท่าของแบบนำและตามใช้เป็นเบรกสำหรับล้อหน้า
แต่ว่าในปัจจุบันนี้กำลังถูกแทนที่โดยแบบดิสก์เบรก เนื่องจากมีข้อเสียประการสำคัญคือในกรณีที่รถจักรยานยนต์ขึ้นที่ลาดชันและเกิดการเบรกขึ้น
ดรัมพยายามหมุนกลับทาง ฝักเบรกนำทั้งคู่จึงเปลี่ยนการทำงานเป็นลักษณะฝักเบรกตาม
ทำให้ประสิทธิภาพในการเบรกบนที่ลาดชันลดลง
ดรัมทำจากเหล็กหล่อและเป็นชุดเดียวกับดุมล้อขณะเบรกความร้อนจะเกิดขึ้นเนื่องจากความฝืด
ทำให้ประสิทธิภาพในการเบรกของผ้าเบรกลดลง ดังนั้นผิวด้านนอกของดุมล้อจึงมีครีบระบายความร้อนทำจากอลูมินัมผสม
ซึ่งจะมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนเป็นเลิศด้วยจะมีร่องสำหรับน้ำและฝุ่นผง
ถ้ามีน้ำเข้ามาภายใน น้ำจะไหลผ่านไปตามร่องไหลและชะล้างฝุ่นผงไหลออกไปภายนอกด้วยรูระบายน้ำ
ภายในดรัมจึงสะอาดไม่มีน้ำและผง
ดิสก์เบรก
เบรกแบบนี้
ใช้แรงดันน้ำมันเป็นตัวส่งถ่ายกำลังงาน เมื่อบีบคันเบรกมือลูกสูบของแม่ปั๊มเบรกจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
ทำให้น้ำมันเบรกเกิดแรงดันไหลไปตามท่อไปดันลูกสูบของชุดคาลิปเปอร์กดแผ่นผ้าเบรกซึ่งประกบอยู่ทั้งสองด้านของจานเบรก
จานเบรกจะทำจากเหล็กกล้าไร้สนิม จานเบรกจะหมุนไปพร้อมกับล้อ ดังนั้นเมื่อจานเบรกถูกบีบ
ล้อก็จะมีความเร็วลดลงหรือหยุดได้ตามความต้องการ
ข้อดีของดิสก์เบรกเมื่อเทียบกับดรัมเบรก
1.จานเบรกเปิดไม่ปกปิด
จึงระบายความร้อนได้ดีและสะอาด ดังนั้นประสิทธิภาพในเบรกจึงคงที่สม่ำเสมอเชื่อถือได้
2.ไม่มีการเสริมแรงเหมือนกับดรัมเบรกที่มีลักษณะการทำงานฝักเบรกนำจึงไม่มีความแตกต่างกำลังในการเบรก
ระหว่างเบรกด้านขวาและด้านซ้าย ดังนั้นรถจักรยานยนต์จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเบรกแล้วดึงไปด้านใดด้านหนึ่ง
3. จานเบรกจะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน
ระยะห่างระหว่างจานเบรกกับแผ่นผ้าเบรกก็จะเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้นคันเบรกและคันเหยียบเบรก จึงยังคงทำงานได้เป็นปกติ
4. เมื่อจานเบรกเปียกน้ำก็จะถูกเหวี่ยงออกไปในระยะเวลาอันสั้นด้วยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์
เนื่องจากมีข้อดีมากมายดิสก์เบรกจึงถูกเลือกใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบรกหน้า
เพราะขณะทำการเบรก ภาระแทบทั้งหมดจะไปกระทำที่ด้านหน้า ดังนั้นเบรกล้อหน้าจึงมีความสำคัญจำเป็นต้องใช้ดิสก์เบรกกับล้อหน้า
ทั้งปั๊มและคันเบรกจะติดตั้งอยู่บนแฮนด์ด้านขวามือ นั่นคือการทำงานโดยเบรกมือด้วยการบีบคันเร่ง
เพื่อเพิ่มกำลังในการเบรก ปัจจุบันดิสก์เบรกนี้ นอกจากจะนำมาใช้กับล้อหน้าแล้ว
จักรยานยนต์บางรุ่นยังนำมาใช้กับล้อหลังด้วยนั่นก็คือดิสก์เบรกทั้งล้อหน้าและล้อหลัง
ตัวจานเบรกจะยึดติดกับดุมล้อหลัง ชุดคาลิปเปอร์จะมีตัวรองรับยึดอยู่
สำหรับล้อหลังเป็นเบรกเท้า ทำงานด้วยการกดคันเหยียบเบรก
แบบของดิสก์เบรกนั้นถูกแบ่งตามโครงสร้างได้เป็น
2 แบบคือ
1.แบบลูกสูบตรงกันข้าม
แบบนี้มีลูกสูบ 2 ลูกอยู่ตรงกันข้าม แผ่นผ้าเบรกทั้งคู่ถูกกดด้วยลูกสูบตามลำดับ
2.แบบลูกสูบลูกเดียว
แบบนี้มีลูกสูบลูกเดียว เมื่อแผ่นผ้าเบรกด้านลูกสูบถูกกดให้สัมผัสกับจานเบรก
แผ่นผ้าเบรกอีกด้านหนึ่งก็จะเคลื่อนตัวมาสัมผัสกับจานเบรก ด้วยแรงปฏิกิริยา
ดังนั้นจานเบรกจึงถูกบีบโดยผ้าเบรกทั้งคู่ ดิสก์เบรกแบบนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าแบบลอย
แม่ปั๊มเบรก
เมื่อบีบคันเบรกหรือกดคันเหยียบเบรกแม่ปั๊มเบรกจะเปลี่ยนจากแรงที่กระทำมาเป็นแรงดันน้ำมัน
น้ำมันเบรกจะถูกบรรจุอยู่เต็มกระบอกเบรก และถ้วยใส่น้ำมันเบรก ถ้วยใส่น้ำมันเบรกอาจจะทำจากพลาสติกหรือเหล็กหล่อหรืออลูมินัมผสม
และเป็นชุดเดียวกับกระบอกเบรกปลายด้านหนึ่งของลูกสูบ แม่ปั๊มเบรกจะมียางรูปถ้วยสวมอยู่เพื่อให้แนบสนิทกับกระบอกเบรก
สำหรับปลายอีกด้านหนึ่งของลูกสูบก็จะมีซีลยางรูปถ้วยอีกรูปหนึ่งสวมอยู่
เพื่อป้องกันน้ำมันเบรกรั่ว ซีลยางรูปถ้วย เรียกโดยทั่วไปว่าลูกยาง
การทำงาน
เมื่อบีบคันเบรกหรือกดคันเหยียบเบรก ลูกสูบจะเคลื่อนที่ไปเนื่องจากชนะความแข็งของสปริง
เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ต่อไป ซีลยางจะปิดรูน้ำมันไหลกลับ แรงดันในปั๊มจะสูงขึ้น
ไหลไปตามท่อไปยังชุดคาลิปเปอร์ เพื่อดันลูกสูบให้กดแผ่นผ้าเบรกเมื่อปล่อยคันเบรกหรือคันเหยียบเบรก
ลูกสูบจะเคลื่อนที่กลับสู่ตำแหน่งเดิมเนื่องจากสปริงดันกลับน้ำมันเบรกไหลกลับคืนสู่ถ้วยใส่น้ำมันโดยไหลผ่านรูน้ำมันไหลกลับเป็นอย่างไรกันบ้างครับคงจะพอได้รับรู้เกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับระบบเบรกซึ่งเป็นอีกระบบหนึ่งซึ่งมีความสำคัญกับการขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งทางทีมงานหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ
|